Moonrise : Chapter 2
posted on 10 Mar 2009 14:23 by standachance in moonrise
Title: MOONRISE
Author: Shin-Ah
Genre: Alternate Universe, Crime and Angst
Rating: R
Main Pairing: T.O.P x G-Dragon. (implied boy's love couples and also normal couples.)
Starring © YG Entertainment (Korea)
Disclaimer: Please note that I do not own any characters. This fan fiction contains Yaoi (Boy's Love) and some kind of drugs and violent, so if you don't like it just blame yourself or god unless you get out of here.
เขามาทำอะไรที่นี่...
เสียงคำถามที่ร้องดังอยู่ในใจหลังจากที่หย่อนกายลงบนเตียงนุ่มของห้องพักในโรงแรม แสงสว่างจ้ายังลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาราวกับจะเยาะเย้ยตัวเขาที่มัวอุดอู้อยู่ในห้องแทนที่จะได้เดินชมความงามข้างนอก จียงขยำกระดาษใบปลิวแนะนำการท่องเที่ยวเล็กๆ บนหัวเตียง ก่อนจะปามันสุดแรงไปกระทบกับกำแพงห้อง ความหงุดหงิดระบายชัดอยู่บนใบหน้าเรียว
เด็กหนุ่มรู้ตัวได้ทันทีว่าเขาจะต้องทำอะไรสักอย่างถ้ายังอยากจะรักษาลมหายใจไปจนกว่าจะถึงเวลากลับเกาหลี ไม่ว่าเขาจะถูกคนสะกดรอยตามด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม จียงไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องดีแน่ เพราะถึงขนาดอาศัยจังหวะที่เขามาฝรั่งเศสแสดงว่าพวกนั้นต้องรู้ลึกตื้นหนาบางเกี่ยวกับตัวเขาไม่น้อย
จียงค่อนข้างมั่นใจว่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเคอาร์ฟรานซิส ระยะหลังมานี้พวกนั้นเก็บตัวเงียบมากขึ้นเพราะการเจาะข่าวแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมของเขา แต่ก็นั่นแหละ ใช่ความผิดของเขาคนเดียวเสียเมื่อไหร่ ใครก็รู้กันทั้งนั้นว่างานนี้ใหญ่ขนาดพวกตำรวจสากลยังต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วกับอีแค่สายสืบมือดีสักคนสองคนแฝงตัวเข้าไปในบริษัทมันจะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือ...
เขาก็แค่มีหน้าที่ให้ข่าว เป็นคนของประชาชนเท่านั้นเอง
ปัง!
เสียงทุบประตูดังลั่น เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือก หยุดความคิดทุกอย่างด้วยหัวใจระทึก จียงไม่มีเวลาแม้แต่จะตรองว่าคนที่มาเยือนนั้นเป็นใคร เสียงเคาะประตูก็ดังสนั่นเป็นครั้งที่สอง
เวรล่ะ!
มือบางกวาดเอาข้าวของส่วนตัวทุกอย่างยัดลงกระเป๋าเป้ กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์แล็บท็อป เครื่องอัดเสียง...บ้าจริง! เสียงเคาะประตูดังตามมาอีกเป็นครั้งที่สาม เด็กหนุ่มไม่มีเวลาคิดนอกจากจัดการรูปซิบกระเป๋าเป้ของตนเองแล้ววิ่งอย่างแผ่วเบาไปยังบานประตู ดวงตาเรียวเล็กมองผ่านช่องตาแมว
“โธ่เอ๊ย! พนักงานหรอกหรือ” เสียงเล็กสบถพึมพำกับตัวเองเมื่อสิ่งที่เห็นมีเพียงร่างของพนักงานโรงแรมพร้อมกับถาดเงินที่มีฝาครอบปิดอย่างดี เด็กหนุ่มถอนหายใจเฮือกก่อนจะแง้มประตูเปิดออกช้าๆ
“สวัสดีครับ เมอซิเออร์ควอนจียง” เสียงทักทายเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งหู เด็กหนุ่มยิ้มรับบางๆ พยายามจะเก็บซ่อนใบหน้าของความไม่สบอารมณ์ลงไปให้ลึกที่สุด “ทางโรงแรมมีบริหารอาหารว่างพิเศษ เป็นของกำนัลสำหรับสมาชิกที่มาเที่ยวในช่วงฤดูร้อน ไม่ทราบว่าเมอซิเออร์สนใจจะรับเลยหรือเปล่าครับ”
“ของว่าง?” เด็กหนุ่มเอ่ยทวนคำ ของกำนัลก็คือของฟรีใช่ไหม?
จะขัดไปใย...
“ขอรับ ของว่าง” เสียงนั้นว่างพลางยกถาดสีเงินนั้นเข้ามาใกล้ รอยยิ้มนอบน้อมเจือด้วยไมตรีจิตของพนักงานหนุ่มทำให้จียงอดไม่ได้จะต้องมอบรอยยิ้มตอบ เขาหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ เอื้อมมือไปจับที่ฝาครอบเพื่อจะเปิดดู ของกำนัล จากทางโรงแรมที่ว่า...
ดวงตาคู่เรียวเบิกกว้างเมื่อเห็นสิ่งที่วางหราอยู่ภายใน
เคร้ง!
ปัง!
เสียงกระแทกประตูปิดดังสนั่นจากข้อมือบางก่อนที่แขนเรียวจะกระชับกระเป๋าเป้ใบเล็กให้ยึดกับร่างกาย เป้าหมายเดียวที่อยู่ในสายตาคือหน้าต่างห้องนอนที่ปิดอยู่ จียงเปิดมันออก...แล้วปีน!
ของว่าง...ปืนรีโวลเวอร์บนจานเซรามิกเนี่ยนะของว่าง!!!
คิดพลางกัดฟันกรอด เสียงลั่นกระสุนดังก้องในโสตประสาทเมื่อพนักงานงี่เง่าคนนั้นหาเรื่องจะถูกไล่ออกด้วยการยิงประตูห้องนอนแขก! กลับไปด่าข้อหาบุกรุกสักทีดีไหมเนี่ย?!
แขนเรียวเกาะขอบเหล็กดัดที่ตกแต่งเป็นรูปทรงวิจิตรตามขอบผนัง ริมสายตาคือประตูหน้าต่างของพักชั้นล่างเยื้องไปทางซ้ายมือประมาณสามห้อง มันเปิดอยู่และนั่นคือทางรอดเดียวของเขา บนผนังของตึกชั้นสิบเอ็ดนี้!!!
เด็กหนุ่มเคลื่อนกายไปโดยอาศัยเหล็กดัดเป็นเครื่องยึดเกาะ หากยังไม่ทันที่เขาจะขยับกายไปถึง ประตูหน้าต่างบานที่เพิ่งผ่านมาก็เปิดออก! พร้อมกับความรู้สึกที่ว่าร่างทั้งร่างถูกฉุดกระชากอย่างแรงจนปลิวไปตามการดึงรั้ง จียงถลาพรวดเข้าไปในห้องนั้นทันที!
แกร๊ก!
เสียงหน้าต่างบานเดิมถูกปิดลงเรียกสติของควอนจียงให้กลับมา เด็กหนุ่มลดมือที่กุมศีรษะไว้ป้องกันการกระแทกลง ก่อนจะต้องเบิกตากว้างเป็นครั้งที่สองเมื่อมองเห็นเจ้าของมือปริศนาที่ดึงเขาเข้ามาชัดๆ
ผู้ชายคนที่สะกดรอยตามเขาเมื่อเช้า!!!
“แก!”
“เงียบซะ” คำสั่งเดียวหลุดออกจากริมฝีปากเป็นภาษาเกาหลี จียงจึงชะงักคำพูดไว้ได้ทันทีตามสัญชาตญาณ ร่างโปร่งปราดเปรียวขยับลุกพรวดก่อนจะถอยออกด้วยท่าทางระแวดระวังภัย ดวงตาคู่เรียวฉายแววดุกร้าว ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าเขาพร้อมจะสู้ยิบตาหากอีกฝ่ายคิดลงมือ
“เก็บมีดของนายไปใช้กับไอ้พวกนั้นเถอะ” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยขึ้นเรียบๆ ตาคู่คมดุปราดมองมาทางเขาอย่างเย็นชา คล้ายจะเย้ยหยันว่ารู้ทันถึงสิ่งที่มือเขาถือซุกซ่อนอยู่หลังกระเป๋าเป้ กระนั้นจียงก็ยังคงเงียบ มองคนตรงหน้าด้วยแววตาไม่ไว้ใจเช่นเดิม...
“นายเป็นใคร?! นายสะกดรอยตามฉันมาเมื่อเช้า” เขาถามเสียงกร้าว
บุรุษปริศนาในชุดเสื้อโค้ตสีดำสนิทกระตุกยิ้มเย็น “ยอมรับหรือว่ารู้ตัว งั้นที่ทำหนังสือท่องเที่ยวกับนามบัตรโรงแรมตกไว้ก็จงใจจริงๆ สินะ” ถ้อยคำที่ไม่ได้ตอบคำถามหากกลับย้อนถามทำเอาจียงสะอึก เด็กหนุ่มเม้มปากแน่น กัดฟันกรอดก่อนจะรีบชักฝีเท้าถอยหนึ่งก้าวเมื่อคนตรงหน้าขยับกายเข้ามา
ดวงหน้าคมคายกับผิวสีน้ำผึ้งอย่างคนเอเชีย คิ้วเข้มรับกับดวงตาดุๆ ที่ชวนให้คนมองขวัญหนี เสื้อโค้ตสีดำกับกางเกงยีนส์สีเทาที่จียงมองปราดเดียวก็พอจะเดาได้ว่าเป็นของฮิวโกบอส รสนิยมที่ไม่ใช่เล่นบวกกับที่สะกดรอยตามเขามาเมื่อเช้าทำให้จียงสรุปได้ว่าคนๆ นี้ไม่ธรรมดา และอีกอย่างหนึ่งที่สะดุดตาเขาเหลือเกิน...
รอยสักเล็กๆ ตรงลำคอด้านล่างใบหูซ้าย
รูปทรงเป็นเส้นโค้งๆ ม้วนเข้าหากันเป็นครึ่งวงกลมคล้ายกับตัวพยัญชนะภาษาอังกฤษตัวที่สาม และจุดเล็กๆ ที่อยู่ตรงกลางซึ่งเล็กเกินกว่าจะมองเห็นได้ว่าเป็นรูปอะไร ถึงอย่างนั้นมันก็คุ้นตา คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเคยเห็นที่ไหนจนเด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะมุ่นหัวคิ้วเข้าหากัน
“พวกนั้นตามนายมาตั้งแต่เหยียบปารีสใหม่ๆ คงตั้งใจจะเก็บจริงๆ ล่ะมั้งถึงได้เตรียมการมาดีขนาดนี้” คำอธิบายที่จียงพูดได้ไม่เต็มปากนักว่าเข้าใจ ดวงตาเรียวเหลือบมองบุรุษแปลกหน้าที่ควานหาบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบก่อนจะหันมาออกคำสั่งกับเขา “ที่นี่ไม่ปลอดภัย เราต้องรีบหนี”
“เรา หรือ?!”
“นายคงไม่คิดว่าลำพังตัวคนเดียวนายจะรอดจากมือสังหารไปได้ตลอดหรอกใช่ไหม?” คำถามนั้นฟังดูห้วนกระชากและแปลกหูเมื่อคนพูดคาบบุหรี่ไว้ในปาก จียงกัดฟันกรอด ตอนนี้ในหัวของเขายังคงคิดถึงแต่หนทางหนี แต่จะทำได้อย่างไรในเมื่อคนข้างนอกที่ว่าอันตรายแล้วอาจจะยังไม่เท่าคนตรงหน้าที่ไม่รู้จะหนีให้รอดสายตาไปได้ยังไง
“เลิกคิดหนีซะเถอะ หน้าที่ของฉันคือคุ้มกันนาย” ร่างสูงใหญ่ว่า ควันบุหรี่กลิ่นมิ้นท์ลอยอบอวลไปทั่วทั้งห้องจนรู้สึกเวียนหัว “มันเป็นงานของฉัน...ถ้าไม่ทำคือตาย ถ้านายตายฉันก็ต้องตายด้วย และนายควรจะรู้ตัวเอาไว้ว่าฉันไม่มีวันยอมให้ความดื้อรั้นโง่ๆ ของนายมาตัดสินชีวิตฉันแน่นอน”
ถ้อยคำนั้นเย่อยิ่งเย็นชาจนน่าหมั่นไส้ มันทำเอาจียงนึกอยากจะขยับปากเถียงสักหน่อยให้อีกฝ่ายหน้าม้านกลับไปบ้าง แต่กลิ่นมิ้นท์ที่ลอยโชยดูเหมือนจะดูดกลืนสติสัมปชัญญะเขาให้ห่างไกลมากยิ่งขึ้นทุกที...
ตุบ!
เสียงของร่างทั้งร่างร่วงลงไปกองกับพื้น ท่ามทางความว่างเปล่าในศีรษะที่ขาวโพลน ภาพสุดท้ายก่อนเปลือกตาพร่าเลือนจะปิดลงคือร่างสูงแปลกหน้าที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์อย่างไม่อนาทรร้อนใจ
กับควันบุหรี่กลิ่นมิ้นท์ที่วนเวียนอยู่ตรงปลายจมูก...
“นักข่าวอีกแล้วหรือ?”
สุ้มเสียงทรงอำนาจเอ่ยถามทันทีที่ผู้มาเยือนแตะเท้าลงบนพื้นพรมในห้องทำงานหรู บนชั้นยี่สิบแปดของตึกสูงใจกลางย่านพกชูมองผ่านบานกระชกสีชาเห็นทุกสรรพสิ่งรอบกรุงโซล ห้องทำงานของประธานบริษัทเคอาร์ฟรานซิสกรุ๊ปคนปัจจุบัน และเป็นเพียงคนเดียวที่อยู่ในตระกูลใหญ่ซึ่งสืบทอดกิจการนี้
“ไม่ใช่นักข่าวค่ะท่าน แต่เป็นตำรวจ” คำอธิบายที่เรียกให้คนฟังเลิกคิ้ว เจ้าของอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในย่านพกชูหมุนเก้าอี้ใหญ่กลับมาเผชิญหน้าเลขานุการินีคนสนิท คำอธิบายเพิ่มเติมจึงดังตามมา “สารวัตรตำรวจประจำสน.พกชูกับนายตำรวจอีกสองคนมาขอติดต่อ เกี่ยวกับเรื่องที่เมื่อเช้ามีคนตายแถวๆ ตึกร้างรอทุบทิ้งของบริษัท”
“แล้ว?”
“สันนิษฐานเวลาการตายอยู่ในช่วงที่งานเลี้ยงของฝ่ายการตลาดบริษัทเราเมื่อคืนนี้ใกล้เลิกงานพอดีค่ะท่าน” คำอธิบายที่ผู้ฟังพยักหน้ารับพลางเหยียดยิ้มเมื่อพอเข้าใจสถานการณ์
“สันนิษฐานว่าคนของเราอาจเกี่ยวข้อง เพราะบังเอิญอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ในเวลาที่เป็นไปได้ที่สุดสินะ” เขาเปรย น้ำเสียงเรียบเฉยนั้นยากจะคาดเดาว่ารู้สึกอย่างไรยามเอ่ยข้อสันนิษฐานนั้น หญิงสาวผู้มารายงานจึงเลือกปิดปากเงียบในยามที่ไม่รู้ว่าควรพูดสิ่งใดต่อไปเช่นนี้
“พวกเขาต้องการอะไร?”
เสียงทรงอำนาจเอ่ยถาม
“รายชื่อแขกที่มาร่วมงานเลี้ยงฉลองเมื่อคืนทั้งหมดค่ะท่าน” สิ้นคำตอบ ความเงียบที่ชวนให้อึดอัดก็ยึดครองทุกมวลอากาศภายในห้อง มันเป็นความเงียบที่ผู้น้อยไม่อาจคาดเดานายว่าเจ้านายของตนกำลังคิดสิ่งใดอยู่
“ให้เขาไป” คำสั่งเรียบๆ จากปากของท่านผู้บริหาร
“ให้เขาไปหรือคะท่าน?” หญิงสาวเอ่ยทวน มีแววตกใจอยู่ในน้ำเสียงนั้นเล็กน้อยแม้สีหน้าและท่าทางยังคงนิ่งสงบ มือเรียวขาวเนียนที่มีเพียงนาฬิกาข้อมือราคาแพงประดับอยู่ยกขึ้นขยับกรอบแว่นบางเล็กน้อย “ท่านประธานคะ แขกในงานเลี้ยงเมื่อคืนทุกคนล้วนเป็นบุคคลสำคัญ...”
“แต่การยอมให้ตำรวจเอาไป ก็แสดงถึงความบริสุทธิ์ใจไม่ใช่หรือ” คำย้อนราบเรียบ หากทรงอำนาจมากพอจะสั่งให้คนที่ทำงานร่วมกันมานานหยุดคำ “หรือเธอคิดว่ามีใครในกลุ่มคนดังเมื่อคืนเกี่ยวข้องกับคดี?”
น้ำคำย้อนราบเรียบพร้อมรอยยิ้มบาง เท่านั้น ร่างระหงของเลขานุการสาวในชุดสูทสตรีสีขาวจึงทำเพียงพยักหน้า รับคำเสียงแผ่วแล้วถอยออกจากห้องไปเงียบๆ “ดิฉันจะให้คนจัดการให้ค่ะ”
เสียงปิดประตูดังไล่หลัง พร้อมกับที่มือหนายกขึ้นลูบหน้าของตนเองแผ่วเบา เสียงทอดถอนหายใจจากประธานใหญ่อย่าง ยางฮยอนซอก ได้ยินชัดเจนท่ามกลางความเงียบ มันเงียบเหงา เคร่งเครียด และเต็มไปด้วยความกังวลอย่างที่ผู้เป็นใหญ่มาตลอดไม่เคยมี
อำนาจในมือคล้ายจะเลือนหายไปทุกที...
To be con.